การสูบบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแก่ผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 30%

Home  >>  health news  >>  การสูบบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแก่ผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 30%

การสูบบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแก่ผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 30%

21
Nov,2017

off

ประชากรสหรัฐฯกว่า 800,000 คนได้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในแต่ละปี ซึ่งโรคดังกล่าวนั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของทุกๆ 1 ใน 19 รายในสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความพิการ งานวิจัยใหม่ชนิดหนึ่งซึ่งถูกตีพิมพ์ลงใน American Journal of Preventive Medicine ได้พบว่า ควันบุหรี่มือสองนั้นไปเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจกว่า 30% ต่อผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่เลย

ด้วยการใช้ข้อมูลจากโครงการศึกษา Reasons for Geographic and Racial Differences in Stroke (REGARDS) ซึ่งเป็นการศึกษาระยะยาวกับประชากรในระดับชาติ เพื่อทำการสืบสวนการเกิดขึ้นของโรคหัวใจต่างๆ และการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ใหญ่คนผิวขาว (55%) แอฟริกันอเมริกัน (45%) ที่มีอายุมากกว่า 45 ปีเป็นต้นไปนั้น นักวิจัยได้พบว่า แม้หลังการปรับแต่งค่าอื่นๆ ของปัจจัยการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อย่างเช่น ความดันสูง เบาหวาน และโรคหัวใจแล้ว อัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 30% ต่อผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่เลยนั้นก็ยังคงอยู่

งานวิจัยในปัจจุบันนั้นมีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 22,000 คน ซึ่งมีผู้ที่รายงานว่า มีเหตุการณ์เป็นผู้สูบบุหรี่มือสองในปีที่ผ่านมา 23% ในระหว่างช่วงเมษายนปี 2003 ไปจนถึงเดือนมีนาคมปี 2012 นั้นได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจกำเริบขึ้น 428 เหตุการณ์ด้วยกัน และหลังจากการวิเคราะห์ก็ได้พบว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหลอดเลือดหัวใจที่พบนั้นมาจากการที่เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน

งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพที่ร้ายแรงของควันบุหรี่มือสองนั้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกงานวิจัยก็ไม่ได้แสดงความเกี่ยวข้องระหว่างควันสูบบุหรี่มือสองและโรคหลอดเลือดหัวใจ

จากคำอ้างอิงจาก Angela M. Malek ซึ่งเป็นผู้นำงานวิจัยครั้งนี้จาก Medical University of South Carolina ได้กล่าวว่า “งานวิจัยชิ้นก่อนๆ นั้นประสบปัญหาต่างๆ เช่น ขาดการมองการณ์ไกล ปัญหาการปรับแต่งตัวแปรที่แตกต่างหลากหลาย การกำหนดความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจและการเป็นผู้สูบบุหรี่มือสองที่ไม่สอดคล้องกัน โรคหลอดเลือดหัวใจมักไม่ได้ถูกประเมิน และจำนวนผู้เข้าร่วมทดลองที่น้อยเกินไป” ซึ่งจุดแข็งของงานวิจัยในครั้งนี้อยู่ที่การใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่และได้รับการติดตามเป็นเวลานาน รวมถึงมีการแบ่งแยกจัดกลุ่มอย่างชัดเจนที่รวมชาวแอฟริกัน อเมริกัน และเหตุการณ์ของโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการรับรองจากแพทย์ไว้เป็นจำนวนมาก

“การค้นพบของเราชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ทางสุขภาพที่อันตรายเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้สูบบุรี่ที่เป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง และเพิ่มหลักฐานสนับสนุนการควบคุมการสูบบุหรี่ให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมด้วย งานวิจัยในภายภาคหน้านั้นจำเป็นที่จะต้องมีการสืบสวนบทบาทของปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจต่างๆ รวมถึงการสำรวจความเป็นไปได้ในการเผชิญตัวแปรอื่นๆ เพิ่มเติมในสภาพแวดล้อม เช่น มลพิษในอากาศว่ามีผลต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างไรบ้าง” Malek กล่าว///วิชาการดอทคอม

Comments are closed.